เปลี่ยนวิสัยทัศน์ของคุณให้เป็นจริง ครบ จบ ในที่เดียว กับ ปัทมะ โปร บิลด์ พลัส

หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพในการสร้างสรรค์พื้นที่ในฝัน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ตึก คอนโด อพาร์ทเม้นท์ ร้านค้า ร้านกาแฟ รีสอร์ท ห้องพัก โรงจอดรถ ไปจนถึงโรงงานขนาดใหญ่ บริษัท ปัทมะ โปร บิลด์ พลัส จำกัด พร้อมเนรมิตทุกจินตนาการของคุณให้เป็นจริง ด้วยมาตรฐานงานช่างชั้นสูงและการดูแลอย่างใส่ใจทุกขั้นตอน

บริษัท ปัทมะ โปร บิลด์ พลัส จำกัด เป็นบริษัทในเครือ บริษัท ปัทมะอิงค์เจท พริ้นท์ติ้ง จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและงานการพิมพ์ชั้นนำ ที่ขยายศักยภาพมาสู่ธุรกิจออกแบบและก่อสร้างครบวงจร เพื่อมอบบริการที่ครอบคลุม ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าอย่างเหนือระดับ

 

ทำไมเรำถึงควรเลือกงานบิวท์อินด้วยเครื่อง CNC?

การเลือกทำเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินด้วยเครื่อง CNC (Computer Numerical Control) คือการเปลี่ยนจากการใช้แรงงานคนตัดไม้หน้างาน มาเป็นการใช้วิธี Modular/Knock-down System ที่ออกแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วใช้เครื่องจักรควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในการตัด เจาะ และฉลุลายชิ้นส่วนไม้ทั้งหมดจากโรงงาน

ข้อดีสำคัญที่ทำให้งานบิวท์อิน CNC เหนือกว่าการทำบิวท์อินแบบช่างไม้ดั้งเดิม

  • ความแม่นยำสูงระดับมิลลิเมตร: เครื่อง CNC สั่งการด้วยไฟล์ดิจิทัล (CAD/CAM) จึงตัดและเจาะรูตามตำแหน่งได้เป๊ะ ชิ้นส่วนทุกชิ้นประกอบเข้ากันได้พอดี ไม่เบี้ยว ไม่เอียง และไร้ข้อผิดพลาดจาก Human Error
  • หน้างานสะอาด ฝุ่นน้อย: งานตัด เจาะ และปิดขอบทั้งหมดจะทำเสร็จสิ้นจากโรงงาน การติดตั้งหน้างานจึงเป็นการนำ ชิ้นส่วนมาประกอบและยึดติดเท่านั้น ลดปัญหาฝุ่นไม้และกลิ่นสีรบกวนบ้าน

  • ประหยัดเวลา ติดตั้งไว: การติดตั้งหน้างานใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเมื่อเทียบกับงานไม้ช่างดั้งเดิมที่อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน

  • ดีไซน์ซับซ้อนและมาตรฐานคงที่: สามารถตัดฉลุลาย ทำโค้ง มิลลิ่ง หรือทำระบบฟิตติ้งแบบซ่อนตลับได้เนียนสะอ้าน ซึ่งทำได้ยากมากหากใช้มือช่างทั่วไป

เปรียบเทียบ บิวท์อิน CNC vs บิวท์อินช่างไม้ดั้งเดิม

ปัจจัย

งานบิวท์อิน CNC

งานบิวท์อินช่างไม้ดั้งเดิม

ความแม่นยำ

สูงมาก (ตามแบบจำลอง 3D)

ขึ้นอยู่กับฝีมือและประสบการณ์ของช่าง

ระยะเวลาติดตั้งหน้างาน

สั้น (เฉลี่ย 2-5 วัน)

นาน (หลายสัปดาห์ถึงเป็นเดือน)

ฝุ่นและมลภาวะหน้างาน

น้อยมาก (งานตัดทำจากโรงงาน)

ฟุ้งกระจายสูงจากการตัดและขัดหน้างาน

การควบคุมคุณภาพ

มาตรฐานเดียวกันทุกชิ้น

มีความเหลื่อมล้ำตามความเหนื่อยล้าของคน

เลือกวัสดุแบบไหนในกำรบิวท์อินให้อยู่ทน สวยนำน ถูกต้องตั้งแต่แรก

การเลือกประเภทไม้ให้เหมาะกับลักษณะงานจะช่วยให้เฟอร์นิเจอร์บิวท์อินทั้งแข็งแรง สวยงาม และคุ้มค่าเงินมากที่สุด โดยไม้แต่ละประเภทมีจุดเด่น ข้อจำกัด และงานที่เหมาะสมแตกต่างกันดังนี้

1.ไม้ HMR (High Moisture Resistance Board)

  • เหมาะสำหรับ : บานตู้บิวท์อิน งานเซาะร่อง/ฉลุลายละเอียด, ตู้ห้องครัว, ตู้ห้องนำ้ และพื้นที่ที่มีความชื้นปานกลาง
  • ข้อดี : เนื้อไม้แน่นละเอียดมาก ตัด CNC ได้ขอบเรียบเนียน ไม่แตกเป็นเสี้ยน พ่นสีได้สวย ผสมกาวทนความชื้น (เนื้อสีเขียว)ไม่ขยายตัวง่ายเมื่อโดนละอองน้ำ
  • ข้อเสีย : ราคาสูงกว่า MDF ทั่วไป ไม่เหมาะกับการจุ่มน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน

2.ไม้ MDF (Medium Density Fiberboard)

  • เหมาะสำหรับ : หน้าบานและชั้นวางในพื้นที่แห้งสนิท เช่น ตู้เสื้อผ้าห้องนอน, ชั้นโชว์, ตู้ตกแต่งผนังห้องรับแขก
  • ข้อดี : พื้นผิวเรียบเนียนที่สุด ตัด เจาะ ลบมุมได้ง่าย ราคาประหยัด ปิดผิวลามิเนตหรือพ่นสีได้เนียน
  • ข้อเสีย :ไม่ทนความชื้นและน้ำ หากโดนน้ำจะพองตัวและเปื่อยได้ง่าย รับน้ำหนักได้น้อยกว่าไม้อัด

3.ไม้อัด (Plywood)

  • เหมาะสำหรับ :โครงสร้างหลักที่ต้องรับน้ำหนักสูง เช่น โครงตู้บิวท์อิน, พื้นเตียงนอน, ตู้ครัวใต้ซิงค์น้ำ, เคาน์เตอร์รับรอง
  • ข้อดี : แข็งแรงทนทานสูง โก้งงอยาก ยึดเกาะสกรูและพุกได้แน่นหนา ทนน้ำ และความชื้นได้ดีกว่าไม้ประเภทอื่น
  • ข้อเสีย : ราคาสูงกว่า MDF/HMR พื้นผิวไม่เรียบเนียนเท่าเนื่องจากมีลายเสี้ยนไม้ เวลาตัด CNC ขอบไม้อาจมีเสี้ยนแตกได้ง่ายกว่า

4.ไม้จริง (Solid Wood)

  • เหมาะสำหรับ : งานตกแต่งโชว์ลายไม้ธรรมชาติ, ท็อปโต๊ะอาหาร, มือจับ, คิ้วบัวตกแต่ง, เฟอร์นิเจอร์แกะสลัก 3D หรือลอยตัว
  • ข้อดี : สวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แข็งแรง ทนทานนับสิบปี สามารถขัดทาสีใหม่ได้เรื่อยๆ
  • ข้อเสีย : ราคาสูงที่สุด ไม้มีการยืด-หดตัวตามสภาพอากาศ อาจยืด หด หรือแตกตามธรรมชาติได้ ไม่เหมาะกับการนำมาตัดทำโครงตู้บิวท์อินแผ่นใหญ่ด้วยระบบ CNC

สรุปการจัดชุดไม้สำหรับงำนบิวท์อินระบบ CNC

  • ชุดยอดนิยม (คุ้มค่ำ+สวยงาม): ใช้ ไม้อัด (Plywood) ทำโครงตู้เพื่อรับน้ำหนัก + ใช้ HMR ทำหน้าบานและส่วนตกแต่งเพื่อความเนียนสวยในการทำสี
  • ชุดประหยัดงบ (พื้นที่แห้ง): ใช้ MDF ทำทั้งหมดในห้องนอนหรือห้องรับแขก
  • ชุดทนทานพิเศษ (ครัว/ห้องน้ำ): ใช้ ไม้อัดกันน้ำ (Exterior Plywood) ทั้งโครงตู้และหน้าบาน

งานบิวท์อินระบบ CNC ยุคปัจจุบันนิยมใช้ HMR สำหรับโครงตู้ทั่วไปและหน้าบาน ส่วนพื้นที่เสี่ยงน้ำหรือรับน้ำหนักหนักมาก เช่น ตู้ครัวส่วนเปียก ให้เลือกใช้ไม้อัด (Plywood) จะคุ้มค่าและทนทานที่สุด

แต่งบ้านยังไงให้ “น่าอยู่และฮีลใจ” ในยุคนี้

การแต่งบ้านให้ฮีลใจและน่าอยู่ในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องของการประโคมเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง แต่คือการสร้าง “สเปซที่ปลอดภัยและเป็นตัวเอง” เพื่อรีชาร์จพลังชีวิตจากความเหนื่อยล้ำภายนอก

1.สัมผัสธรรมชาติ (Biophilic Design)

ต้นไม้ในบ้าน : เติมพื้นที่สีเขียวด้วยไม้ฟอกอากาศดูแลง่าย เช่น ยางอินเดีย เดหลี หรือมอนสเตอร่า ช่วยดักฝุ่นและสบายตา

แสงธรรมชาติ: เปิดม่านรับแสงแดดยามเช้า ช่วยเพิ่ม serotonin ลดความเครียด และทำให้บ้านโปร่งไม่อึดอัด

2.คุมโทนสีและสัมผัส (Warm & Earthy Tones)

โทนสีผ่อนคลาย : ใช้สีขาว ครีม เบจ หรือเทาอ่อนเป็นหลัก ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดโปร่ง

สัมผัสธรรมชาติ : เลือกเฟอร์นิเจอร์ไม้ งานสาน หรือผ้าฝ้าย/ผ้าลินิน ให้ความนุ่มนวล และเป็นมิตรต่อการสัมผัส

3.จัดบ้านแบบ “สเปซโล่ง จิตใจโล่ง” (Decluttering)

เคลียร์ของไม่จำเป็น : ซ่อนสายไฟ และเก็บของบนพื้นผิวให้เป็นระเบียบ บ้านที่รกส่งผลโดยตรงให้สมองเครียดโดยไม่รู้ตัว

จัดมุมส่วนตัว (Safe Zone) : สร้างมุมโปรดสักมุม เช่น เบาะนั่งอ่านหนังสือ มุมจิบกาแฟ หรือเก้าอี้โยกที่ให้นั่งแล้วรู้สึกผ่อนคลายที่สุด

4.ปลุกประสาทสัมผัสทั้ง 5 (Sensory Healing)

กลิ่นบำบัด : ใช้เทียนหอม ก้านไม้หอม หรือน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ คาโมมายล์ หรือส้ม

แสงไฟสลัวยามเย็น : ใช้ไฟ Warm White จากโคมไฟส้ม/ไฟซ่อน แทนไฟเพดานสว่างจ้า เพื่อเตรียมร่างกายเข้าสู่นอนหลับ

ดนตรีบำบัด : เปิดเพลง Lo-Fi หรือเสียงธรรมชาติเบาๆ เติมบรรยากาศผ่อนคลาย

ไอเดียแต่งคอนโดยังไงให้เก็บของได้เหมือนบ้านเดี่ยว

การแต่งคอนโดให้เก็บของได้จุใจแบบบ้านเดี่ยว หัวใจสำคัญคือการบริหารพื้นที่แนวตั้ง และเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์”

1.เปลี่ยนผนังให้เป็นพื้นที่เก็บของ (Vertical Storage)
ตู้
บิวต์อินชนเพดาน: ใช้พื้นที่แนวตั้งตั้งแต่พื้นถึงเพดานให้คุ้มค่าที่สุด ปิดหน้าบานเรียบเพื่อไม่ให้ห้องดูอึดอัด
ชั้นลอยและราวแขวน: ติดตั้งชั้นวางแบบเจาะผนังเหนือโต๊ะทำงาน หลังโซฟา หรือบริเวณซอกมุมที่เหลือทิ้ง

2.เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบ 2-in-1 (Multifunctional Furniture)
เตียง
เก็บของ: เลือกเตียงที่มีช่องลิ้นชักใต้เตียง หรือฐานเตียงแบบเปิดยกขึ้นได้ สำหรับเก็บชุดหมาด หรือกระเป๋าเดินทาง
โซฟาและสตูลมีช่องเก็บของ: เลือกกล่องนั่งหรือโซฟาที่เปิดเบาะนั่งเพื่อซ่อนของกระจุกกระจิกได้
โต๊ะพับหรือพับเก็บได้: โต๊ะกินข้าวหรือโต๊ะทำงานแบบติดผนัง พับเก็บได้เมื่อไม่ใช้งาน ช่วยเพิ่มพื้นที่ทางเดิน

3.จัดระเบียบภายในซ่อนสายตา (Concealed Organization)
ใช้กล่อง
และตะกร้าคุมโทน: จัดของใส่กล่องแบ่งหมวดหมู่ก่อนเข้าตู้ ช่วยให้หยิบง่ายและไม่ดูรกตา
แบ่งโซนตู้เสื้อผ้ำ: ใช้ที่แขวนผ้าแบบ 2 ชั้น และใส่ลิ้นชักเสริมด้านล่างเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของอีกเท่าตัว

4.เคลียร์พื้นที่ซอกมุมที่ถูกมองข้าม (Nook & Cranny)
เหนือชักโครกและประตู: ติดตั้งชั้นวางของเพิ่มในห้องน้ำและหลังประตูห้อง

ไอเดียแต่งบ้านทาวน์เฮ้าส์ยังไงให้มีพื้นที่ใช้สอยคุ้มค่า

หลักการเพิ่มพื้นที่ใช้สอย: เน้นเนรมิตพื้นที่แนวตั้ง ลวงตาด้วยความสว่าง และลดเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่จำเป็นไอเดียจัดสรรพื้นที่แต่ละส่วน

  • เปิดโปร่งแบบ Open Plan: ทุบผนังกั้นระหว่างห้องนั่งเล่นและโซนทานอาหารออก ช่วยให้แสงสว่างทั่วถึง บ้านดูไม่แออัด
  • ใช้พื้นที่แนวตั้ง (Vertical Space): ทำชั้นวางของ built-in หรือตู้เก็บของสูงชนเพดาน ติดตั้งชั้นแขวนผนังแทนการวางตู้บนพื้น
  • เฟอร์นิเจอร์อัพฟังก์ชัน (Multi-functional): โซฟาหรือเตียงที่มีช่องเก็บของใต้เบาะ ,โต๊ะพับได้หรือโต๊ะกินข้าวแบบขยายท็อปได้
  • ซ่อนพื้นที่เก็บของ (Hidden Storage): ใช้พื้นที่ใต้บันไดทำเป็นตู้เก็บของ โซนทำงานขนาดเล็ก หรือ pantry
  • โทนสีและกระจกลวงตา: ใช้สีโทนอ่อน (ขาว, ครีม, เทาอ่อน) เป็นหลัก และติดกระจกเงาบานใหญ่ช่วยสะท้อนแสง ให้ความรู้สึกกว้างขึ้น 2 เท่า
  • กั้นห้องด้วยวัสดุโปร่งแสง: หากต้องการความเป็นสัดส่วน ให้ใช้ฉากกั้นกระจกใส/ระแนงไม้ แทนผนังทึบ เพื่อไม่ให้บังทิศทางแสง

ออกแบบสำนักงานหรือออฟฟิศแบบไหนให้ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่และใช้งานได้จริง

แนวคิดหลัก: เน้นความยืดหยุ่น (Flexibility) รองรับเทคโนโลยี และสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมสุขภาวะของพนักงาน (Well-being)

องค์ประกอบสำคัญในการออกแบบ

  • พื้นที่แบบยืดหยุ่น (Hybrid & Dynamic Workspace): ใช้เฟอร์นิเจอร์แบบล้อเลื่อนหรือพับเก็บได้ จัดโซน

             Hot-desking สำหรับพนักงานที่เข้าออฟฟิศบางวัน

  • แบ่งโซนตามการใช้งาน (Activity-Based Working):

               Focus Zone: มุมเงียบสงบ Pod ส่วนตัว สำหรับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง

               Collaboration Zone: โซนระดมสมองพร้อมไวท์บอร์ดอัจฉริยะ และมุมกาแฟพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ

               Privacy Zone: ห้องประชุมเล็ก (Phone booth) สำหรับประชุมออนไลน์โดยไม่รบกวนคนอื่น

  • โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี (Tech-Integrated): ติดตั้งระบบไร้สาย จุดชาร์จไฟครอบคลุม ระบบจองห้องประชุมผ่านแอป และอุปกรณ์ Video Conference คุณภาพสูง
  • ดีไซน์เพื่อสุขภาวะ (Biophilic & Ergonomic):

               ใช้เก้าอี้และโต๊ะปรับระดับได้ตามหลักสรีรศาสตร์

               ดึงแสงธรรมชาติเข้ามาให้มากที่สุด และเพิ่มต้นไม้ในอาคารเพื่อลดความเครียด

  • สะท้อนอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Identity): ตกแต่งด้วยโทนสี สัญลักษณ์ หรือธีมที่สะท้อนวัฒนธรรมองค์กร ช่วยสร้างความผูกพันและภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ

ทำไมต้องเลือก "ปัทมะโปร บิลด์ พลัส"?

  • มาตรฐานระดับ ปัทมะอิงค์เจท: มั่นใจได้ในเรื่องความมั่นคง ไม่ทิ้งงาน เพราะเรามีบริษัทแม่ที่เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างและงานดีไซน์คอยสนับสนุน
  • One-Stop Service ของจริง: ดูแลตั้งแต่เขียนแบบแผ่นแรก งานรากฐาน โครงสร้างเหล็ก งานปูน งานระบบ ไปจนถึงงานติดม่านและเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน
  • คุมงบได้ งานตรงปก: ช่างทุกแผนกทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว ลดการทำงานซ้ำซ้อน งบประมาณจึงไม่บานปลาย
  • การตลาดและการตกแต่งที่ผสานกัน: สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ (ร้านค้า/ร้านอาหาร/บูธนิทรรศการ) เราสามารถออกแบบพื้นที่ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้า ควบคู่ไปกับการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์และป้ายหน้าร้านจากบริษัทแม่ได้เป็นอย่างดี
Scroll to Top